บาง ครั้งฆาตกรต่อเนื่องก็ทำสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ฆาตกรต่อ เนื่องตัดสินใจฆ่าคนมากกว่าหนึ่งรายขึ้นไป ทั้งที่เหยื่อที่ตนฆ่านั้นไม่มี แรงจูงใจที่อยากฆ่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความแค้น

ผล ประโยชน์ หรือเหตุผลส่วนตัว และสิ่งที่ทำให้หลายคนพิศวงมากที่คือฆาตกรต่อเนื่องส่วนมากเมื่อทำการฆ่า เหยื่อของตนแล้วมักจะปฏิบัติต่อศพหลังฆ่าอย่างพิสดาร ประหลาด จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นความคิดของมนุษย์

ยก ตัวอย่างเช่น หั่นศพ แล่ศพเพื่อนำมากิน จัดท่าทางศพ เอาชิ้นส่วนศพมาเป็นตุ๊กตาหรือทำของใช้ส่วนตัว ฯลฯ การที่ฆาตกรปฏิบัติต่อศพพิสดารนั้นก็มีหลายเหตุผล เช่น ความเชื่อ ศาสนา อาการทางจิต ความแค้นในวัยเด็ก เช่น ฆาตกรต่อเนื่องในภาพยนตร์ก็ล้วนมีเหตุจูงใจที่ต่างกันออกไป ตัวอย่าง ฮันนิบาล เล็คเตอร์ จากภาพยนตร์ Silence of the Lamps

เขา มีความรู้สึกเป็นสุขเมื่อเขาได้กินเนื้อเหยื่อ เพราะคิดว่าจิตวิญญาณของเหยื่อเหล่านั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของเขา เพราะในวัย เด็กน้องสาวของเขาถูกทหารหิวโซกลุ่มหนึ่งกินเพื่อประทังชีวิต หรือ เกรนูอีลเล่ จากภาพยนตร์เรื่อง Perfume (2007) ที่ฆ่าคนเพียงเพื่อทำน้ำหอมด้วยความหวังว่าตนจะได้กลิ่นที่เขาไม่เคยสัมผัส มาก่อน

ความ เชื่อส่วนตัวของฆาตกร เป็นสาเหตุสำคัญที่ฆาตกรตัดสินใจปฏิบัติต่อศพเหยื่อแบบพิสดาร ความเชื่อเหล่านี้เกิดขึ้นจากอิทธิพลวัยเด็กของฆาตกร ความเชื่อทางลัทธิศาสนา มนต์ดำ



ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่ (Leonarda Cianciulli)


ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่ เป็นฆาตกรต่อเนื่องอิตาลี ที่ถูกขนามนามว่า “นักทำสบู่แห่งคอร์เรจจิโอ” 
เธอ ทำการฆาตกรรมหญิงสาวในคอร์เรจจิโอสามคน ระหว่าง ปี 1939 และ ปี 1940 โดยเหยื่อทั้งหมดเป็นสาววัยกลางคน และเมื่อเธอฆ่าเหยื่อเหล่านั้นเสร็จเรียบ ร้อยแล้วเธอจะเอาร่างกายของเหยื่อเหล่านั้นไปทำสบู่ นอกจากนี้เธอยังใช้ เลือดเหยื่อมาผสมกับแยม อบเชย วานิลลาเพื่อทำเป็นเค้กอีกด้วย

ลี โอนาร์ด้า เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1893 ในมอนเตลล่าชีวิตในวัยเด็กของเธอนั้นเหมือนฆาตกรต่อเนื่องทั่วๆ ไปที่มีความหลังที่ขมขื่นถูกทำร้ายจิตอย่างรุนแรง ไร้ซึ่งความสุข แม่รังเกียจเธอเพราะเธอเป็นเกิดมาจากการข่มขืน เมื่อสามีของแม่เสียชีวิต เธอก็แต่งงานใหม่และมีเด็กคนอื่น




ลี โอนาร์ด้าได้เล่าชีวิตของเธอในวัยเด็กว่า เธอเป็นคนตัวเล็ก ร่างกายอ่อนแอ และขี้โรคที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคลมชัก ทำให้แม่ของเธอต้องรับภาระการ รักษาของเธอจนทำให้เธอกลายเป็นส่วนเกินของครอบครัว ครั้งหนึ่งแม่ของเธอถึงกับเอ่ยปากว่า “ฉันเสียใจมากเมื่อเห็นเธอมีชีวิตอยู่ “ลีโอนาร์ด้ากลายเป็นเด็กที่ไม่มีความสุขและอยากจะตาย เธอพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง โดยพยายามจะแขวนคอตนเองสองครั้งแต่มีคนมาช่วยไว้ทันเสียก่อน และต่อมาเธอพยายามกินเศษกระจกแตกแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น




ใน ปี 1914 เมื่อลีโอนาร์ด้าอายุได้ 21 ปี เธอได้แต่งงานกับเสมียนจากสำนักงานรีจัสทรีชื่อ ราฟฟาเอล พันซาร์ดีท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของแม่เพราะอยากให้เธอแต่งงานกับอีกคน มากกว่า 
ทำให้ลิโอนาร์ด้าและสามีต้องย้ายไปอยู่ริวันโนเพื่อหนีปัญหาแต่ แล้วในปี 1930 ลีโอนาร์ด้าและคู่รักก็สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อบ้านของเธอถูกทำลาย เพราะเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเกิดจากคำสาปของแม่ ที่เกลียดชังเธอ




ลี โอนาร์ด้าได้ย้ายที่อยู่ใหม่อีกครั้ง โดยไปตั้งหลักที่เมืองคอร์เรจจิโอซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองชนบทที่เงียบสงบ เธอได้เปิดร้านค้าขายขนาดเล็ก ด้วยความที่เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและใจกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อน บ้านไปทำให้หลายคนละแวกนั้นชอบเธอ เธอมักต้อนรับแขกของเธอด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มสดใส ชอบแต่งหน้า และมีกลิ่นหอม
(ซึ่งสมัยนั้นผู้หญิงไม่นิยมทำกลิ่นตัวให้หอมเท่าไหร่นัก)




เมื่อ ลีโอนาร์ด้าอายุ 17 ปี เธอก็ได้ตั้งครรภ์ แต่แล้วลูกคนที่สามของเธอก็เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด ทำให้เธอเกิดความ กลัวที่จะสูญเสียลูกคนที่สี่ นับจากนั้นเป็นต้นมาความกลัวของเธอก็ถูกเติมเต็มด้วยความเชื่อของโชคลาง เธอ เชื่อว่ามันจะช่วยปกป้องไม่ให้ลูกของเธอตาย เธอนับถือหมอดูและเชื่อคำทำนายของหมอดูว่าเด็กทั้งหมดของเธอจะตายในอนาคต นับจากนั้นเป็นต้นมาเธอพยายามทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ลูกของเธอรอดพ้นจาก ความตายตามคำพยากรณ์
 



ใน ปี 1939 สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มระบุเมื่ออิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมันรวมกลุ่มกันเป็นฝ่ายอักษะและ เริ่มโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป ในตอนนั้นลีโอนาร์ด้ายังคงใช้ชีวิตตามปกติเหมือนทุกวัน เธอมีมีลูกอยู่สี่คน ลูกสาวคนเดียว นอร์มกำลังเรียนอยู่โรงเรียนอนุบาล เบอร์นาร์โดและ ไบอากิโออยู่ในโรงเรียน และเซปเปกำลังเรียนวรรณคดีที่มหาลัยมิลาน)
 
จน กระทั้งวันหนึ่งเธอได้ยินข่าวลูกชายคนโตของเธอเซปเปได้เข้าร่วมกองทัพอิตาลี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเซปเปเป็นลูกที่เธอรักมากและเธอก็อยากปกป้องเขาให้รอดพ้นจากคำสาปของแม่ เธอเลยต้องทำอะไรสักอย่างแม้จะเป็นเรื่องชั่วร้ายก็ตาม เธอเริ่มศึกษามนต์ดำและในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าเธอน่าจะทำพิธีเสียสละมนุษย์ สักคนเพื่อให้ลูกของเธอปลอดภัย ซึ่งตามตำนานโบราณแล้วการเสียสละมนุษย์นั้นจะเป็นการปลอบประโลมการลงโทษของ พระเจ้าให้เบาบางลง และนั่นเองจึงเป็นที่มาของสบู่มนุษย์


 
 

LA SAPONIFICATRICE, VITA DI LEONARDA CIANCIULLI หนังสือที่ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่เป็นคนเขียนในขณะอยู่ในคุก

เหยื่อ รายแรกของลีโอนาร์ด้าคือฟัวทิน่า เซ็ททิ เป็นเพื่อนบ้านที่มาขอความช่วยเหลือ โดยให้เธอหาสามี ซึ่งเป็นโอกาสเหมาะที่ทำให้เธอวางแผงในการฆาตกรรม เธอจึงออกกลอุบายว่าเธอสามารถหาคู่ที่เหมาะสมได้ที่โพลา(Pola) จากนั้นเธอก็ บอกให้เอมีลินดาเขียนจดหมายและโปสการ์ดให้กับญาติและเพื่อนๆ ทางไปรษณีย์ว่าตอนนี้เธออยู่โพลาและทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี

ใน เวลาบ่ายโมงของวันที่ 15 ธันวาคม 1939 ฟัวทิน่าได้บอกกับเพื่อนบ้านว่าช่วงนี้เธอไม่อยู่บ้าน ขอให้พวกเขาดูแลแมวของเธอสองสามวัน โดยเธอกล่าวว่าเธอจะไปทำธุระแต่งงานในเมืองทางตอนใต้และนี้คือภาพสุดท้ายที่ ทุกคนเห็นเธอ

ความ จริงก็คือฟัวทิน่า ไม่ได้เดินทางไปยังเมืองโพลา เพราะในวันที่เธอกำลังเดินทางเธอได้มาบ้านลีโอนาร์ด้าตามที่เธอนัดเอาไว้ เมื่อเอมีลินดามาถึง เธอจัดการมอมเมาเหยื่อของเธอโดยให้ดื่มไวน์และฆ่าฟัวทิน่า ด้วยขวาน ลากเข้าไปในตู้เสื้อผ้า จากนั้นก็ใช้เลื่อยหั่นแขน ขา หัว ลำตัวของศพเอมีลินดาออกเป็นเก้าส่วนและเก็บเลือดไว้ในอ่าง
และนี้คือคำให้การของเธอ




“ฉัน โยนชิ้นเนื้อลงในหม้อ ใส่โซดาไฟเจ็ดกิโลที่ฉันซื้อมาเพื่ออ้างว่าเอาไปทำสบู่ แล้วกวนส่วนผสมทั้งหมดจนละลาย จนข้นเหนียวและดำ ฉันเทมันลงไปในถังหลายถังและที่เหลือก็เอาไปทิ้งที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ส่วนเลือดในอ่างนั้นฉันรอมันจนกว่าจะมันจะจับตัวเป็นก้อน

อบ แห้งในเตาอบ ผสมมันกับแป้ง น้ำตาล ช็อกโกแลต นม ไข่ ตามด้วยมาการีน นวดส่วนผสมทั้งหมดด้วยกัน ฉันทำเค้กชากรอบจำนวนมากและเอาให้ผู้หญิงที่มาเยี่ยมบ้าน แม้แต่ฉันและเซปเปก็ยังกินด้วยกัน”



ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่


นอก จากนั้นลีโอนาร์ด้ายังได้ถอนเงินฝากออมทรัพย์ของเอมีลินดา เป็นจำนวนเงิน 30,000 ลีรา(หน่วยเงินตราอิตาลี) เพื่อเอามาเป็นเงินของเธอ พร้อมด้วยสบู่ที่ได้จากศพของเหยื่อที่มีปริมาณมากพอสำหรับใช้หกเดือน

ต่อ มาวันที่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 1940 ลีโอนาร์ด้าได้สังหารเหยื่อคนที่สองของเธอ นั่นก็คือ ฟรานเซสก้า โซวี่ โดยเธอได้อ้างว่าได้พบเหยื่อรายนี้ที่งานโรงเรียนในปิอาเซนซ่า เช่นเดียวกับเหยื่อรายแรกเธอได้บอกให้เหยื่อเขียนโปสการ์ดแล้วส่งไปเพื่อน ว่าเธออยู่นอกเมือง ก่อนที่จะวันที่เธอทำการฆาตกรรม เธอบอกให้เหยื่อให้ฝากเงินไว้กับเธอ จากนั้นก็มอมเมาเหยื่อด้วยไวน์แล้วใช้ขวานจาม จากนั้นร่างกายของเหยื่อก็ทำเช่นเดียวกับเหยื่อรายแรก และเช่นเดียวกันลีโอนาร์ด้าได้เงินจากการทำฆาตกรรมครั้งนี้เป็นจำนวน 3,000 ลีรา พร้อมกับสบู่ที่มีศพของเหยื่อในปริมาณมากพอที่จะนำไปแจกเพื่อนบ้านใกล้เคียง ได้สบาย

เหยื่อ รายสุดท้ายของลีโอนาร์ด้าคือเพื่อนบ้านชื่อเวอร์จิเนีย แคคซีออพโป อดีตนักร้องโอเปร่าที่เคยร้องในโรงละครที่มีชื่อเสียงอย่างลาสกาล่า โดยเธอได้หลอกล่อเหยื่อของเธอโดยการอ้างว่าจะพาไปทำงานเป็นเลขานุการของผู้ จัดการอุปรากรในฟลอเรนซ์ และแล้ว วันที่ 30 กันยายน 1940 ลีโอนาร์ด้าก็ได้ฆ่าเวอร์จีเนีย เช่นเดียวกับเหยื่อสองรายก่อนหน้า เธอได้นำร่างของเธอเป็นสบู่ และนี้คือคำให้การของเธอ

“เธอ ได้จบชีวิตเธอเหมือนกับอีกสองคนที่แล้ว ฉันใส่ไขมันและเนื้อสีขาวของเธอลงไปในหม้อแล้วเพิ่มโคโลญลงไปหนึ่งขวด และหลังจากที่ใช้เวลานานจาการต้ม ฉันก็ได้ทำครีมสบู่ที่น่าพอใจ ฉันได้ให้(ช๊อกโกแลตบาร์)ที่มันเข้ากันกับเค้กกับพวกเพื่อนบ้าน ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะหวานมาก”
 


เครื่องมือทำสบู่ของลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่

เวลา ต่อมาพี่สะใภ้ของเวอร์จิเนียเริ่มสงสัยการหายตัวแบบกะทันหันของเธอต่อมาเธอ ได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรจโจ เอมิเลีย ทำการตรวจสอบ ส่งผลทำให้ลีโอนาร์ด้าถูกจับกุมทันที พร้อมหลักฐานคือเสื้อผ้า รองเท้าของเหยื่อ กระดูกของมนุษย์ในบ้านที่ขาวโพลงซึ่งเธอให้การให้หลังว่ากระดูกเหล่านี้เป็น ส่วนที่เหลือจากการต้มในหม้อ ลูกชายคนโตก็ถูกจับกุมฐานสมรู้ร่วมคิดกับเธอด้วย หากแต่ต่อมาไม่นานเขาก็ปล่อยตัว

ลี โอนาร์ด้ายอมรับผิดฐานการฆาตกรรมทั้งหมด เธอถูกนำตัวมาขึ้นศาลของเรจโจ เอมิเลีย และในสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะอ่านคำพิพากษาเธอยืนจ้องคอกพยานอย่างใจเย็นมือจับ ราวกั้นด้วยความละเอียดอ่อน ก่อนที่พนักงานอัยการซักถามรายละเอียดเธอก็จ้องมองด้วยสายตาที่ดุร้ายก่อน ที่จะพูดอย่างภาคภูมิใจเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมของตนว่า “ฉันใช้ทัพพีทองแดง ตักกากไขมันออกจากหม้อต้มน้ำ”
 


ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่ ในชั้นศาล


ใน วันที่ 20 กรกฎาคม 1946 เวลา 13:15 ศาลก็พิพากษาเธอว่ามีความคิดฆ่าเหยื่อสามรายจริง และต้องรับโทษจำคุกสามสิบปี เมื่อลีโอนาร์ด้าได้ยินคำพิพากษาดังกล่าวเธอก็ยิ้มและตะโกนไปที่ช่างภาพว่า “สัตว์ประหลาด ถ่ายภาพซะ”

ระหว่าง ที่จำคุกอยู่นั้นลีโอนาร์ด้าได้เขียนอัตชีวประวัติเธอในชื่อหนังสือ “คำสารภาพของลีโอนาร์ด้า ( Confessions of a Bitter Soul )” เนื้อหายาวว่า 700 หน้า โดยเนื้อหาเป็นการเล่าประวัติชีวิตของเธอและอธิบายรายละเอียดในการก่อ อาชญากรรมของเธอว่าทำไมเธอถึงได้ฆ่าพวกเขา แต่กระนั้นหลายคนเชื่อว่าหนังสือเล่มดังกล่าวเขียนและเรียบเรียงโดยนัก กฎหมายโดยวัตถุประสงค์ให้สังคมเห็นอกเห็นตัวเธอมากกว่า

ลี โอนาร์ด้าเสียชีวิตจากโรคลมชักสมองในบ้านอนาถาอาชญากรปอซซูโอลิ เมื่อ 15 ตุลาคม 1970 ศพ ของเธอถูกฝังท่ามกลางหลุมศพจำนวนมากจนเทียบแยกไม่ออกแล้วว่าหลุมฝังศพเธอ อยู่ตรงไหน




ทุก วันนี้เรายังสามารถเห็นอุปกรณ์ทำสบู่ หม้อต้ม มีดหั่นและค้อนของลีโอนาร์ด้าได้ ในชั้นวางอุปกรณ์เครื่องมือของฆาตกรคนอื่นๆ ที่พิพิธภัณฑ์อาชญาวิทยาในกรุงโรม

......
ที่มา: http://www.soccersuck.com/boards/topic/1317313